วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

@Australia ตอน 1 Sydney to Melbourne สองมหานครที่แตกต่าง

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาพอรู้ว่ามีวันหยุดราชการเพิ่มมาอีก 1 วันในช่วงก่อนปีใหม่ ปะป๊ากับแม่เลยตัดสินใจจะพาเด็กจิ๋วไป Countdown กันที่ Australia 
เพราะเราหยุดงานเพิ่มแค่ 2 วันก็ได้ไปเที่ยวตั้ง 8-9 วันแล้ว  
Australia เป็นประเทศที่จดๆจ้องๆจะไปมานานแล้ว แล้วเราก็ข้ามมันไปทุกที 
ไปญี่ปุ่นก่อนบ้าง นิวซีแลนด์ก่อนบ้าง แม้กระทั่งพม่าก่อนบ้าง ด้วยเพราะความคิดที่ว่ามันไม่น่ามีไร ความสวยคงสู้นิวซีแลนด์ไม่ได้แน่ๆ เลยไม่ได้ไปซักที
ไปเที่ยวครั้งนี้โจทย์คือ ราคาตั๋วต้องไม่แพงมากนัก และเป็นประเทศที่เที่ยวได้เหมาะสมในช่วงปีใหม่ คำตอบเลยมาลงที่ Australia 
แม่ลองเข้าไปกดๆ จองตั๋วใน web Air Asia แล้วพบว่าราคาไปกลับอยู่ที่คนละ 15,000 บาท คิดว่าราคารับได้ เพราะถ้าเป็นพวก Full Service ช่วงปีใหม่ก็ไม่ต่ำกว่าคนละ 30,000 บาทแน่นอน 
บวกกับว่าปีใหม่จะเป็นช่วงที่ทุ่ง Lavender ที่เกาะ Tasmania กำลังบานพอดี ก็เป๊ะเลย อยากเห็นทุ่ง Lavender มานานแล้ว ไปออสเตรเลียกันดีกว่า
ความตั้งใจแรกเราจะบินไปกลับ กรุงเทพ-เมลเบิร์น เพื่อเที่ยว Great Ocean Road และ เกาะ Tasmania 
แต่ปะป๊าบอกว่าไปทั้งที เอาให้ทั่วๆหน่อย บวกกับว่าตั๋วไปลง Melbourne แพงกว่าไปลง Sydney ซะงั้น และตั๋วกลับจาก Adelaide ก็ดันถูกกว่าจาก Melbourne เราเลยบินไปลง Sydney แวะดู Opera House และขากลับก็บินจาก Adelaide สมใจปะป๊าเลย ไปทีเดียวเที่ยวยาวๆเลย
แผนการเดินทางของเราคร่าวๆ ก็เป็นดังนี้
วันที่ 1: Sydney
วันที่ 2: Sydney 
วันที่ 3: Melbourne
วันที่ 4: Tasmania
วันที่ 5: Tasmania
วันที่ 6: Great Ocean Road
วันที่ 7: Great Ocean Road 
วันที่ 8: Adelaide to Bangkok
แต่อย่าสงสัยกันนะคะว่าเวลาแค่นี้จะขับรถ+เที่ยวพอได้ยังไง เรามีตัวช่วยเป็น Low Cost Airlines อย่าง Jetstar ค่ะ 
ทีแรกก็ว่าจะเช่ารถขับ แต่ระยะทางไกลเหลือเกิน ถ้าขับรถคงเหนื่อยมากและเวลาเที่ยวลดลง 
เราเลยลองดู Jetstar เป็นทางเลือกแล้วก็พบว่ามันถูกมาก บางไฟล์ทถูกกว่าเช่ารถขับอีก ไม่รอช้าจอง Jetstar ด้วยอีก งานนี้บินกันเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว
พร้อมแล้วไปลุยดินแดน Outback ด้วยกันเลยค่ะ ... 

28 ธันวาคม 2556
หกโมงเย็น เราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองด้วย Thai Air Asia 
สามทุ่มมาถึงสนามบิน LCCT ที่ Kuala Lumpur เพื่อรอต่อเครื่อง Air Asia X ไป Sydney 
ที่ LCCT (Low Cost Carrier Terminal) นี้เป็นดินแดนของ Air Asia โดยเฉพาะค่ะ ไม่มีสะพานเทียบขึ้นเครื่อง ไม่มีรถ bus วิ่งรับส่งจาก terminal ไปเครื่อง เดินอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ และของเราเดินไกลม้ากกกกก ไกลจนคิดว่าเดินมาผิดทางมั้ย ไกลไปมั้ย ไกลเหลือเกิน 
มีดีอยู่อย่างคือ LCCT มี Free Wifi ให้ใช้ค่ะ
29 ธันวาคม 2556
เกือบสิบเอ็ดโมงมาถึงสนามบิน Kingsford Smith ด้วยความเมื่อยล้าอันเนื่องมาจากที่นั่งแคบๆของ Air Asia X 
บินไกล แต่เบาะเล็กมาก สู้ Thai Air Asia ไม่ได้เลย (ตอนหลังได้นั่ง Jetstar เบาะกว้างสบายมากๆ Love Jetstar สุดๆ หัวใจ)
มาถึงเราก็ซื้อ sim OPTUS ใส่เครื่องเอาไว้ใช้ net เป็นหลัก (ตามรีวิวของลุงเด้งป้าไก่เลยค่ะ เยี่ยม)
จากนั้นรีบไปติดต่อรถ Shuttle ไปส่งที่โรงแรม เป็นรถตู้แบบที่ลากตู้ Container เล็กๆไปด้วย เอาไว้ใส่กระเป๋าเดินทาง 

ราคาไปกลับ คนละ AUD30 โดยประมาณ (จำราคาเป๊ะๆไม่ได้อ่ะค่ะ) รอรถนานพอสมควร กว่าจะได้ขึ้นรถ กว่าจะมาถึงที่พักก็เที่ยงกว่า
โรงแรมที่เราพักคือ Travelodge at Phillip Street ราคาคืนละ AUD 150 ซึ่งเป็นที่พักที่แพงที่สุดใน trip นี้เลย
ความจริงมีที่พักที่น่าสนใจและราคาถูกกว่านี้เยอะมาก แต่เราไปช่วงปีใหม่ ส่วนใหญ่จะบังคับนอนขึ้นต่ำ 3 คืนบ้าง 5 คืนบ้าง บางที่บังคับ 7 คืน เอ่อ..คือเรานอนคืนเดียวเอง
เราเช็คอินกันเรียบร้อยก็รีบเดินจากโรงแรมไปริมอ่าว Sydney กันเลย ระยะทางไม่ไกลนัก เดินได้สบายๆ
ณ จุดนี้หิวมากแล้ว หวังว่าเดินๆไป จะได้พบกับร้านอาหารบ้าง...
Sydney เป็นเมืองใหญ่ที่เงียบสงบมาก นี่เป็นเพราะเรามาวันเสาร์หรือไงกันแน่ ขนาดใกล้ๆ ปีใหม่น่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเยอะแยะ ทำไมถึงได้เงียบยังงี้
ร้านอาหารก็ไม่มี เดินไปหวังจะเจอร้าน fast food หรือร้านจีนอะไรก็ได้ ขอซักอย่าง ไม่มีให้เห็นเลย ขนาด 7-11 ยังหายากเลย เศร้าจริง
พอเดินเข้ามาใกล้ๆอ่าว ถึงเริ่มเห็นผู้คนหนาตาขึ้นเรื่อยๆ 
ยิ่งพอเดินเข้าไปตรง Circular Quay ก็จะถึงบางอ้อ คนมารวมกันอยู่แถวนี้นี่เอง คนเยอะมากๆ เบียดเสียดกันตรงท่าเรือ
ตรง Circular Quay จะมีร้าน Hungry Jack (หรือว่า Burger King บ้านเรานั่นเอง) อยู่ร้านนึง ดีใจกันสุดขีดมาก 
แต่...คนต่อแถวยาวมากๆ ล้นทะลักออกนอกร้านเลยไปอีกฝั่ง ไม่รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน 
นาทีนี้เด็กจิ๋วหิวและงอแงมาก เราเลยตัดสินใจเดินกันต่อไปแถว The Rocks เผื่อจะเจอร้านอาหารบ้าง

เดินมาเรื่อยๆ เจอโรงแรมเรือสำราญขนาดใหญ่มาก
ตอนกลางวันก็เห็นเรือนี้จอดอยู่นิ่งๆ แต่เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็เห็นว่าลอยลำกลับมาจากไหนซักที่ 
เลยเดาเอาเองว่ามีล่องพาแขกไปเที่ยว แล้วก็กลับมาที่เดิม
เรานั่งหิวกันอยู่แถวๆ The Rocks เด็กจิ๋วเอาขนมกินเล่นมากินกันจนหมดแล้วก็ยังไม่หายหิว
ฉับพลัน แม่ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีร้าน Pancake on the Rocks ที่เพื่อนแนะนำมาว่าให้ไปกินให้ได้
ก็พึ่ง Google Map ทันที เหมือนโชคเริ่มจะเข้าข้าง ร้านอยู่ห่างจากเราจิ๊ดเดียวเอง รีบวิ่งไปเข้าคิวกันสุดฤทธิ์
โชคดีตามมาด้วยคิวไม่ยาวมากนัก 15 นาทีก็ได้โต๊ะแล้ว 
มื้อนี้ถือเป็นการเลี้ยงวันเกิดเด็กจิ๋วครบ 4 ขวบด้วยเพราะวันนั้นเป็นวันเกิดเด็กจิ๋วพอดี เค้ก
ขอสั่งจัดเต็มกันเลยละกัน หิวตาลายแล้ว...




ทีแรกคิดว่ามื้อนี้แพงมากๆ แต่ตอนหลังอยู่ๆไปก็พบว่าราคาไม่ได้แพงมาก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่นี่ 
เพราะที่ Sydney ค่าครองชีพสูงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ารถไฟ เรือ หรือแม้กระทั่งน้ำเปล่า แพงไปหมด 
(ตอนหลังเราก็ใช้วิธีกรอกน้ำเปล่าจากก๊อก หรือตู้กรอกน้ำตามโรงแรมหรือสนามบินกรอกใส่ขวดที่เรากินหมดแล้ว ไม่ต้องซื้อ สบายไป)
กินอิ่มแล้วก็พยายามนั่งรถเมล์ไปแถว China Town เพื่อไป Market City เพื่อซื้อของฝากต่างๆ แต่พอไปถึงป้ายรถเมล์ก็พบว่าวันนี้รถเมล์หยุดวิ่ง
เราเลยจำต้องนั่ง Taxi ไป ซึ่งแพงมากๆๆๆ เพราะเราต้องนั่ง 2 คัน พวกเรามีผู้ใหญ่ 4 เด็ก 1 
Taxi คันนึงให้นั่งได้แค่ 4 คน เด็กตัวเล็กก็นับเป็น 1 นั่งตักไม่ได้เด็ดขาด เลยกลายเป็นว่าเป็นการเดินทางไปซื้อของถูกที่แพงมาก 
แถมพอไปถึงอีก 5 นาทีตลาดจะปิด หลายร้านปิดไปบ้างแล้ว เรารีบซื้อกันสุดชีวิต ได้ของฝากมาพอสมควร 
ขากลับเจอร้านเช่าหนังของคนไทย พี่เค้าแนะนำให้นั่งรถไฟกลับ รถไฟเริ่ดมาก นั่งสบาย มี 2 ชั้นด้วย นั่งมาแว้บเดียวก็ถึงแถวๆ รร เราแล้ว

มาถึงโรงแรมเอาข้าวของที่ shop มาเก็บแล้วก็รีบร้อนออกมาอีก 
วันนี้มีแต่รีบๆๆๆเพราะผิดแผนไปเสียหมด ทุกอย่างดีเลย์ไปหมด 
อย่างตอนบ่ายกะว่าจะเดินเล่น Botanic Garden ชิลๆ แล้วไปรอดูพระอาทิตย์ตกแถวๆ Mrs.Macquarie’s chair 
แต่เวลาก็ไม่พอซะแล้ว ต้องรีบเดินจ้ำๆๆไปให้ทันเวลาพระอาทิตย์ตก 
ซึ่งก็ไปทันพอดีเป๊ะเลย เดินจากโรงแรมมา 2 กิโลเพื่อการนี้ ขอบอกว่าปวดขามากๆๆๆ
จากโรงแรมเดินทะลุเข้า Sydney Hospital เพื่อไป Botanic Garden 
ตึกโรงพยาบาลสวยมาก แต่มันเงียบเหงาวังเวงมาก โรงพยาบาลอะไรทำไมไม่มีคนเล้ย...
มาถึงแล้ว Mrs.Macquarie’s chair 
จุดนี้ชมวิวสวยมากจริงๆ เห็นทั้งตึกสูงย่าน CBD ของ Sydney ทั้ง Opera House และ Harbour Bridge สวยมากจริงๆ

ตอนนี้สามทุ่มแล้ว เด็กจิ๋วยังไม่ได้กินข้าวเย็น กินนมอัดเม็ดไปก่อนนะลูก เกิดเป็นลูกป๊าแม่ ต้องอดทน...

เรายืนชื่นชมความงามของวิวนี้กันนานมากๆ แทบจะกลับเป็นคณะสุดท้ายของผู้คนที่มาเที่ยวจุดนี้เลย 
ยืนชมความงาม+ถ่ายรูปให้คุ้มกับที่เดินมาไกลมาก (แอบท้อแท้ขากลับด้วยว่าต้องเดินอีกไกล ไกลเท่าเดิม) 


30 ธันวาคม 2557
เช้าวันรุ่งขึ้น ปะป๊ากับแม่ยังไม่ย่อท้อต่อการเดิน ยังคงตั้งใจจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ Milsons Point 
เราเดินกันไกลมาก (อีกแล้ว) เพื่อไปขึ้นรถไฟไป Milsons Point พอลงจากรถไฟก็ต้องเดินอีกพอสมควรกว่าจะมาถึงริมน้ำ
เด็กจิ๋วก็ยังไม่ตื่น ก็แบกกันมาทั้งยังงี้ หนาวก็หนาว เรียกได้ว่าเหนื่อยสุดๆ



เราปักหลักถ่ายรูปกันอยู่แถวๆหน้า Lunar Park กันจนแดดเริ่มแรง
แม่ก็สังเกตเห็นว่าฝั่งตรงข้ามคือ Circular Quay แถมยังเห็นด้วยว่ามีเรือข้ามฟากวิ่งไปมาด้วย 
ขากลับเราเลยขึ้นเรือข้ามฟาก แล้วเดินกลับโรงแรม ง่ายกว่าขามาเยอะเลย


เรากลับมากินข้าวเช้ากันที่ห้อง ซึ่งมื้อนี้เป็นมาม่าคัพและโจ๊กที่เอาไปจากเมืองไทย 
กินเสร็จก็เก็บข้าวของเช็คเอาท์ แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม เราจะออกไปเที่ยวกันก่อน 
เย็นๆ เรานัดรถ Shuttle มารับไป Airport คืนนี้เราจะไป Melbourne กันแล้ว

เดินมาไม่ไกลจากโรงแรมก็เจอ Hdye Park แวะถ่ายรูปเล็กน้อยและเดินทะลุไปเที่ยวโบสถ์ St.Mary

โบสถ์ St.Mary ภายในสวยงามมากเลยทีเดียว แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในได้ค่ะ
เสร็จจากเที่ยวโบสถ์ St.Mary เราก็เดินทะลุ Hyde Park กลับมายังย่าน Shopping เพื่อไปดู Queen Victoria Building
ระหว่างทางผ่านห้าง David Jones ก็แวะช้อปซะหน่อย ซื้อครีมต่างๆมาเป็นของฝาก คุณภาพดีราคาไม่แพงค่ะ
อีกยี่ห้อที่น่าซื้อคือ Burt’s Bee ทั้งลิป balm และ cuticle cream ถูกกว่าในเซ็นทรัลบ้านเรามากมายค่ะ
เดินมาถึง Queen Victoria Building แล้ว สวยดี ชอบลิฟท์มากๆ classic เหมือนในหนังย้อนยุคเลย
มาถึงตรงนี้ก็หมดแรง หิวข้าวมาก เราตั้งใจจะไปกินร้านอาหารไทยที่โรงแรมที่เราพัก แอบเล็งมาตั้งแต่ก่อนออกแล้ว
แต่พอเดินกลับไปถึงโรงแรม ก็พบว่าร้านปิด เนื่องในเทศกาลปีใหม่ จะมีอะไรเศร้าไปกว่านี้มั้ย ต้องเดินกลับไปตรงย่าน shopping ที่เราเพิ่งจากมาเมื่อกี้ เพื่อไปกิน Food Court ซึ่งก็โอเค อาหารอร่อย หลากหลาย และราคาไม่แพงมาก (สำหรับเราก็แพงอยู่ดี ยังไม่ค่อยชินกับค่าครองชีพที่นี่อ่ะค่ะ น้ำเปล่าขวดละร้อยกว่า ทำใจไม่ได้จริงๆ T T) 
กินเสร็จกลับมาโรงแรม รถ Shuttle ก็มารอรับอยู่แล้ว ขนของขึ้นรถ เตรียมเหินฟ้าสู่ Melbourne กันค่ะ
การเดินทางด้วยสายการบิน Jetstar ภายในประเทศของออสเตรเลีย นับว่าสะดวกสบายอย่างมาก
เราทำ check in online ไปแล้ว พอไปถึงก็ไปที่ตู้เพื่อพิมพ์ Boarding Pass รวมทั้งพิมพ์ Tag ติดกระเป๋าที่จะ Load ได้เองเลย
จากนั้นก็เอาไป Load ตรงเคาท์เตอร์ รวดเร็วมากทีเดียว
เราบินออกจากสนามบิน Kingsford Smith ที่ Sydney มาลงที่สนามบิน Avalon ใกล้ Melbourne ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งค่ะ 
เครื่องบิน Jetstar นั่งสบาย ที่นั่งกว้างขวาง แต่ออกจะสกปรกไปนิด มีเศษขนม ขยะจากคนก่อนหน้าเรานิดหน่อยค่ะ
สาเหตุที่เราเลือกมาลงสนามบิน Avalon แทนที่จะเป็น Tullamarine ซึ่งใกล้เมือง Melbourne มากกว่าก็เพราะราคาค่ะ 
ราคาที่ถูกกว่ามากมายค่ะ งานนี้ยอมนั่งรถไกลหน่อยก็ได้ เรานั่งรถบัสจาก Avalon Airport มาลงที่ Southern Cross Station ใน Melbourne
กว่าจะมาถึง Melbourne ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว ต่อจากนี้เป็นงานหนักที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ  
คือการเดินลากกระเป๋า และผลัดกันอุ้มเด็กจิ๋วไปโรงแรม Ibis Budget Hotel ซึ่งห่างจากสถานี Southern Cross ประมาณ 4 ช่วงตึก หรือ 1 KM.
คือถ้าเดินตัวเปล่าๆ ก็คงสบายๆ แต่นี่ เราผู้ใหญ่ 4 คน มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 4 ใบ เด็กจิ๋ว 1 คน กระเป๋ากล้อง 2 ใบ หนักหนามากอ่ะ 
ทั้งเข็นทั้งลากกระเป๋า และผลัดกันอุ้มเด็กจิ๋ว เพราะหลอกล่อยังไงก็ไม่ยอมเดินเองเลย 
กว่าจะถึงโรงแรม เหนื่อยแทบตาย แถมหิวมากด้วย โชคดีที่ติดกับโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อ และมี Subway ด้วย ดีใจสุดๆ 
เราเช็คอินเข้าห้องพักแล้ว ก็ลงมาซื้ออาหารที่ร้านสะดวกซื้อไปอุ่นกินกันที่ canteen ของโรงแรม 
เราจะนอนที่นี่กันหลายคืนเลย ห้องที่นี่เป็นแบบ 4 เตียง คือ 1 เตียง Queen และ เตียงสองชั้น แม่นอนกับเด็กจิ๋วที่เตียงชั้นบน 
ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเด็กมาก ปีนขึ้นลงสนุกสนานเลยทีเดียว ค่าห้องที่นี่ราคาถูกที่สุดในทริปนี้เลย คือเฉลี่ยคืนละ AUD120/4 คน ไม่นับเด็กจิ๋ว 
(คืนแรกๆ ที่พักเป็น New Year Eve เลยแพงหน่อย คืนหลังปีใหม่นี่ถูกมาก)  
31 ธันวาคม 2557
วันนี้เราตั้งใจจะไป Queen Victoria Market กันก่อนอื่นเลย เช็คมาแล้วว่าเค้าเปิดแต่เช้า 
ทีแรกก็ลังเลว่าจะเดินไป หรือนั่งรถรางไป ดูแล้วเหมือนไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินไป เด็กจิ๋วก็ต้องให้อุ้ม คงได้เหนื่อยกันแต่เช้า
เลยตัดสินใจนั่งรถรางไป พอขึ้นรถราง เค้าไม่รับเงินสดอีก ต้องมีบัตรก่อน ซึ่งเราไม่รู้มาก่อน 
เลยต้องลงมาซื้อบัตรที่ว่าเนี่ย เรียกว่าบัตร myki มีขายที่ 7-11 
แต่เดินเข้ามาสองสาม 7-11 เครื่องออกบัตรอันนี้มันเสียทุกร้านเลย เลยเป็นอันไม่ได้ซื้อกัน
เราเลยเดินไปรอขึ้นรถรางฟรี เป็นรถรางรอบเมือง วิ่งอ้อมๆรอบๆ แต่ก็ผ่านตลาดที่เรากำลังจะไป 
รอนานม้ากๆ ทำไมไม่มาซะที พอเช็คใน web ดู ปรากฎว่าเรามาเช้าเกิน รถรอบแรกมาเกือบ 9 โมง 
เฮ้อ...เหมือนเช้าวันนี้ตื่นเช้ามาเพื่องุนงงมั่วๆหลงๆไงไม่รุ้
ในที่สุดก็มาถึง Queen Victoria Market ซึ่งพวกเราชอบกันมากๆ มีทั้งของฝากราคาถูกมาก 
(ถูกกว่าใน Sydney ที่เราดั้นด้นไปซื้อเยอะมาก) ที่สำคัญมีตลาดผลไม้ที่ถูกเหลือเชื่ออ่ะ
เชอรี่หวานช่ำ ลูกเป้งๆ กิโลละ AUD9 สตรอเบอรี่กล่องนึง ลูกใหญ่มาก มีประมาณ 9 ลูก กล่องละ AUD 1 
เรื่องจริงเหรอเนี่ย!! เท่ากับกล่องละ 30 บาท แทบอยากจะเหมามากินแทนข้าวกันเลยทีเดียว 
ถูกมาก น้ำตาไหล ซื้อมาคนละ 2 กล่อง เชอรี่ 2 โล องุ่นไร้เม็ดสีเขียวอีก หวานกรอบมากๆ เด็กจิ๋วกินองุ่นเปรมเลย
ช้อปเสร็จ เราก็นั่งรถรางฟรีกลับโรงแรม เพื่อเอาของไปเก็บ
ขากลับรถรางมีแวะจอดหน้า Paliament ให้ลงไปถ่ายรูป 5 นาทีด้วย

เรามาลงรถที่หน้าสถานี Flinders Street ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม 
ย่านนี้อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมือนใน Sydney เลย 
กลางวันเราฝากท้องไว้กับ Hungry Jack (แต่เหมือนไม่ค่อยอร่อยเท่า Burger King บ้านเราแฮะ)
เก็บของเสร็จ กินข้าวเสร็จก็เป็นรายการเดินชมเมือง 
แถวๆ ย่านที่เราอยู่ แทบจะเรียกว่าใจกลาง CBD ของ Melbourne เลยทีเดียว มีร้านค้าและห้างมากมาย


เดินผ่านย่านช้อปปิ้งมาจนสุดถนน ก็มาเจอกับ Parliament ของรัฐ Victoria 
มีคนมานั่งประท้วงหน้า Parliament ด้วย แต่คุณลุงมาแค่ 1 คนถ้วน งงนะเนี่ย...



เดินอ้อม Parliament มาหน่อยก็จะเจอกับโบสถ์ St. Patrick’s จังหวะนี้แดดร้อนมากๆ ฟ้าใสไร้เมฆเลย
แวะถ่ายรูปแป๊บเดียวก็เดินต่อไป Fitzroy Gardens เพื่อไปดู Captain Cook’s Cottage 


สวนสาธารณะ Fitzroy นับเป็นสวนที่สวยน่าไปเดินเล่นอีกแห่งหนึ่ง เพราะร่มรื่นมาก มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
เราเดินไปดูบ้านของ Captain Cook แต่ไม่ได้เข้าไป เพราะวันนี้ปิดทำการ 
เป็นบ้านหินหลังเล็กๆ ที่ Australia ซื้อมาจากอังกฤษ เพื่อเอามาเป็นที่ระลึก ที่ Cook ล่องเรือมาค้นพบ Australia
ตามข้อมูลที่ได้มาจากร้านขายยาแถวๆโรงแรม เจ้บอกว่าหลัง 6 โมงเย็นรถรางจะให้บริการฟรีทุกสาย เนื่องจากวันนี้เป็นวันสิ้นปี
พอ 6 โมงเย็นเราก็นั่งรถรางกลับเข้า CBD เพื่อไปต่อรถรางอีกสายไป St Kilda Beach 
ทีแรกจะไปถาม Visitor Center แถวๆ Flinders Station ที่เล็งๆเอาไว้ตั้งแต่เช้า ว่าจะไปยังไง ปรากฎว่าไม่สามารถ 
เพราะตอนนี้ย่าน CBD เริ่มปิดถนนกันแล้ว Visitor Center ก็ปิดไปด้วย 
รถรางก็วิ่งเป็นบางสาย เพราะเค้าปิดถนนเตรียมสำหรับ Countdown คืนนี้กันหมด
เราก็เลยต้องเดินๆๆ ไปถนนที่ยังพอเห็นรถวิ่งได้อยู่ โชคดีที่มีรถรางวิ่งไป St Kilda ผ่านตรงนั้นด้วย
มาถึง St Kilda ทุ่มกว่าแล้วแต่ยังสว่างขนาดนี้ ก็ช่วงนี้หน้าร้อนของที่นี่ พระอาทิตย์ตกสามทุ่มค่ะ

จุดประสงค์ในการมา St Kilda ของเราคือ มาดูพระอาทิตย์ตก และมาดูนกเพนกวิน
ใช่แล้วค่ะ..มาดูเพนกวินจริงๆ หาข้อมูลจากใน BP นี่แหละค่ะ เจอว่าที่นี่มีเพนกวินให้ดู (ฟรีด้วย)
พอมาถึงแล้วก็งงๆ ดูไม่เหมือนว่าจะมีเพนกวินให้ดูตรงไหน 
เลยสอบถามคนแถวนั้น ได้ความว่าต้องเดินไปจนสุดทางตรงท่าเรือ จะมีแนวโขดหิน ต้องไปนั่งรอกันตรงนั้นค่ะ
ระหว่างรอเวลา ปะป๊าถ่ายรูปนกนางนวล เด็กจิ๋วก็กินไปติมค่ะ เป็นไอติมที่ไม่อร่อยเอาซะเลย แถมยังแพงมากอีกด้วย







St Kilda Pier เดินไปจนสุด จะเจอแนวหิน ที่เป็นรังของเพนกวินน้อย

ไกลพอดูนะเนี่ย เห็นระยะทางแล้วเริ่มท้อแท้
เดินกันนานมากๆ เดินไปพักไป ถ่ายรูปไป ยังดีที่พระอาทิตย์ตกสามทุ่ม มีเวลาเยอะเลย


มองกลับเข้าไปทางเมือง St Kilda วิวงามๆ มีเรือเป็นฉากหน้า 

เดินมาเกือบสุดทางแล้ว
มีคนมารอดูเพนกวินกันพอสมควร และจะมีอาสาสมัครมาคอยให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งตรงนี้สำคัญมากๆ
ถ้าเราไม่รู้วิธีการดูอย่างถูกต้อง หรือเราไปทำอะไรให้รบกวนเพนกวินเค้า เค้าคงไม่มาทำรังที่นี่แล้ว
ชาวเมือง St. Kilda เค้าก็เลยผลัดกันมาเป็นอาสาสมัครดูแลตรงจุดนี้ คอยบอกว่าเพนกวินจะเข้ามาตรงจุดไหน 
คอยฉายไฟหาเพนกวินให้เราดู ซึ่งไฟที่จะส่องไป ต้องเป็นไฟสีแดงเท่านั้น ถ้าเป็นสงขาวหรือเหลือง จะทำอันตรายต่อเพนกวินน้อยได้
เจ้าหน้าที่พยายามเน้นย้ำในจุดนี้มากๆ แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวที่ใช้แฟลชถ่ายรูปเพนกวิน หรือเอาไฟฉายแสงขาวไปส่องเค้า
เจ้าหน้าที่ก็ต้องคอยบอกเตือนตลอดเวลาเลย
เพนกวินน้อยตัวนี้ไม่ได้ไปหาอาหาร เค้ารออยู่ที่รัง อาจจะเป็นลูกน้อยรึเปล่า น่ารักมากๆ
พระอาทิตย์ตกที่ St Kilda สวยมากๆ ฟ้าใสแจ๋ว พระอาทิตย์ดวงกลมโตใหญ่กว่าที่เห็นที่บ้านเราเยอะเลย



พระอาทิตย์ตกไปแล้ว เราก็ยังนั่งรอเจ้าเพนกวินน้อยที่ไปหาอาหารในทะเลว่ายกลับมารังกันอยู่อีกพักใหญ่ 
ได้เจออยู่ 2-3 ตัว เพนกวินที่นี่เชื่องและไม่กลัวคนเลย มีคนมุงดูเค้ากันเยอะมาก 
แต่เค้าก็ยืนชิลๆ บนโขดหินให้พวกเราดูกันอย่างจุใจ 
มีตัวนึงนั่งอยู่ในหลืบหิน เด็กจิ๋วก็ไปนั่งดูเค้า แบบห่างกันไม่ถึงเมตร นั่งจ้องกันอยู่นานเลย เด็กจิ๋วชอบมากๆ



เราออกจาก St Kilda มาก็ดึกมากๆแล้ว นั่งรถรางมาลงแถวๆ Crown Casino ริมแม่น้ำ Yarra
หาข้าวเย็นกินใน Crown Casino กันเสร็จแล้ว เราก็มาจับจองที่ริมแม่น้ำ เพื่อรอดูพลุปีใหม่กัน
แอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะนึกว่าจะพลุอลังการกว่านี้ อันนี้มันพลุแบบเบสิค แล้วมีไม่ค่อยเยอะ (เท่าที่คิดไว้)
พอดูพลุเสร็จ ก็ต้องไปต่อแถวขึ้นรถรางเพื่อกลับเข้าเมืองอีก ทีแรกเราเห็นคนมากมาย นึกว่าต้องรอนานมากๆ แต่ปรากฎว่าไม่นานอย่างที่คิด 
ราวๆตี 1 ก็กลับมาถึงห้องพัก แล้วก็ต้องเก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ตอนตี 4 ฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรม แล้วเอาใบเล็กไป เพื่อเดินทางไปเกาะ Tasmania  
ได้นอนกัน 2 ชั่วโมงเอง มึนสุดๆ เดินจากโรงแรมไปขึ้นรถที่สถานี Southern Cross กันตอนตี 4 
แต่คราวนี้ไปแค่สนามบิน Tullamarine ซึ่งใกล้หน่อย ไม่ไกลเหมือน Avalon 
เราบิน Flight 6 โมงเช้า ไปถึง Hobart 7 โมงครึ่ง เราจะเที่ยว Tasmania กันสองวันจากนี้ 
ตอนหน้าเด็กจิ๋วจะมาพาเที่ยวธรรมชาติสวนๆที่เกาะ Tasmania กันค่ะ  
จะได้ไปชมทุ่ง Lavender กันแล้ว ใฝ่ฝันมานาน จะสวยอย่างที่คิดมั้ยน้อ.... แล้วเจอกันค่ะ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น